ถูกรางวัลที่หนึ่งรับ 12 ล้าน “นำเงินช่วยญาติ” หมดทุกคน

ทั่วไป

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ที่น่าชื่นชมและน่าประทับใจเป็นอย่างมาก เมื่อ “นายภราดร เสนเรือง” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 ต.ท้องเนียน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช หรือ “ผู้ช่วยกิ๊ก” โชคดีถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 จำนวน 2 ใบ เป็นเงิน 12 ล้าน เมื่องวดที่ผ่านมา

โดยนายภราดรเล่าว่า ซื้อลอตเตอรี่ดังกล่าวมา ขณะไปร่วมงานฉลองทอดกฐินที่วัดเจดีย์ไอ้ไข่ อ.สิชล โดยเลขที่อยากได้ คือป้ายทะเบียนรถ 8322 แต่ไม่มี จึงซื้อเลข 223 มา 2 ใบ ก่อนจะเข้าไปกราบไหว้รูปปั้นไอ้ไข่วัดเจดีย์

ตอนนั้นบนไว้ว่า ถ้าถูกรางวัลที่ 1 จะแก้บนด้วยการสร้างรูปปั้นอาจารย์หัส อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังวัดท่าจันทร์ พอมารู้ตัวว่าถูกรางวัลที่ 1 ก็ดีใจมาก และจะแก้บนสร้างรูปปั้นตามสัญญาแน่นอน นอกจากนี้จะนำเงินไปใช้ห นี้ สิน และทำบุญที่วัดเจดีย์ไอ้ไข่ต่อไป

ต่อมา นายภราดร เสนเรือง หรือ ผู้ช่วยกิ๊ก ผู้โชคดีได้นำลอตเตอรี่ไปขึ้นรางวัลเกือบ 12 ล้านบาทและเดินทางกลับมาถึงบ้านใน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช เรียบร้อยแล้ว เขากลายเป็นเศรษฐีใหม่ไปในชั่วข้ามคืน โดยนายภราดร นั่งอยู่ในบ้านพร้อมภรรยาและลูกๆ รวมทั้งพ่อในวัยชรา

นายภราดร เสนเรือง หรือ ผู้ช่วยกิ๊ก เปิดเผยว่า ตามปกติตนไม่ค่อยชอบเล่นหวยมากนัก นานๆ จึงจะเ สี่ ย งโชคสักครั้งหนึ่ง โดยในวันที่ไปทอดกฐินที่วัดเจดีย์ ได้บนบานขอโชคลาภจากไอ้ไข่ หรือตาไข่ เด็กวัดเจดีย์ ว่าหากตนถูกรางวัลที่ 1จัดทำการสร้างรูปปั้นอาจารย์หัส ซึ่งเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังวัดท่าจันทร์ บนบนภูเขาในหมู่บ้าน ที่อำเภอขนอม จากนั้นไปเลือกซื้อลอตเตอรี่ตั้งใจจะหาเลขท้าย 3 ตัว 322 ซึ่งเป็นเลขป้ายทะเบียนรถ แต่ไม่มีแม่ค้าลอตเตอรี่แจ้งว่ามีแต่เลข 223 จึงซื้อมา 2 ใบ จนถูกรางวัลที่ 1 ได้เงินรางวัล 12 ล้านบาทดังกล่าว

หลังไปขึ้นเงินรางวัลเกือบ 12 ล้านจากนั้นได้นำมาใช้ห นี้ให้กับญาติพี่น้องฝ่ายตน 4 คน และใช้ห นี้ให้ญาติฝั่งภรรยาอีก 3 คน รวมทั้งหมด 5 ล้านบาทเศษ ส่วนเงินที่เหลือก็เก็บไว้ใช้เป็นทุนการศึกษาลูก 2 คน รวมปรนนิบัติดูแลบิดาในวัยชรา และใช้จ่ายในครอบครัว ที่สำคัญเตรียมที่จะจัดทำตามที่บนบานไอ้ไข่เอาไว้คือการสร้างรูปปั้นอาจารย์หัส ซึ่งเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังวัดท่าจันทร์ บนบนภูเขาในหมู่บ้าน ที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็จะยังคงทำหน้าที่ดังกล่าวเพื่อชาวบ้านจนกว่าจะหมดวาระ

โพสต์ต้นฉบับ

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : สมาคมสื่อมวลชน นครศรีธรรมราช