ประกันสังคม ยันแล้วจ่ายชดเชย 50% ผู้ว่างงาน

เรื่องเด่น

นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการประกันสังคม เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 เห็นชอบ ร่างกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิด อันตรายตามกฎหมาย และร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบนั้น ตนได้เร่งรัดดำเนินการนำร่างกฎกระทรวง ทั้ง 2 ฉบับผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกา และประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้สำเร็จเสร็จสิ้นเมื่อวานนี้ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ซึ่ง กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย อันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยติดต่อ พ.ศ. 2563 ส่งผลให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากไม่ได้ทำงาน หรือนายจ้างไม่ให้ทำงานเนื่องจากต้องกักตัวหรือเฝ้าระวัง

หรือในกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานเนื่องจากนายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เนื่องจากทางราชการมีคำสั่่งให้ปิดสถานที่เป็นการชั่วคราวเพื่อป้องกันติดต่ออันตราย ตามกฎหมายว่าด้วยติดต่อ ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ และลูกจ้างไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น ให้ลูกจ้างดังกล่าวมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่มีการกักตัวหรือเฝ้าระวัง หรือมีคำสั่งปิดสถานที่ดังกล่าว แล้วแต่กรณี แต่รวมกันไม่เกินเก้าสิบวัน ซึ่งในการขอรับเงินนั้นนายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย

และ กฎกระทรวงกําหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. 2563 ส่งผลให้มีการปรับลดเงินสมทบฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เหลือร้อยละ 3 และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ลดลงเหลือ 278 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (ตั้งแต่เดือนมกราคม มีนาคม 2564) เพื่อช่วยเหลือนายจ้าง และผู้ประกันตนที่ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วย แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้าง และผู้ประกันตน ในการจ่ายเงินสมทบ

สำนักงานประกันสังคมได้เตรียมการในเรื่องการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ืและการรับชำระเงินสมทบในอัตราที่ลดลงไว้เรียบร้อยแล้ว คาดว่าเมื่อเปิดทำการหลังหยุดยาวเนื่องจากปีใหม่นี้ จะสามารถให้บริการแก่นายจ้างลูกจ้างได้ทันท่วงที สมตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติรวมไปถึงนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลบริการและสิทธิประโยชน์ของวัยแรงงานทุกกลุ่มทุกวัย